NihongoRoom

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมาเราไปสอบ Japanese-Language Proficiency Test หรือที่เรียกกันง่ายๆทั่วไปว่าสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นมาค่ะ การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นนี้ก็เหมือนกับการสอบโทเฟลนั่นแหละค่ะ คือเป็นการวัดความสามารถของคนที่ไม่ได้ใช้ภาษานั้นๆเป็นภาษาหลัก ซึ่งผลการสอบนั้นก็จะสามารถเอาไปแนบเวลาสมัครงาน หรือสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหรือเซมมงได้เหมือนเวลาเราเอาผลโทเฟไปยื่นมหาวิทยาลัยในอเมริกาฯลฯ ซึ่งการสอบวัดระดับของญี่ปุ่นนั้นนอกจาก Japanese-Language Proficiency Test ที่เราสอบแล้วยังมีการสอบวัดระดับทักษะการใช้ภาษาญี่ปุ่นเชิงธุรกิจ  หรือที่เรียกว่าBJT TEST อีกสำหรับคนที่ต้องการสมัครเข้าทำงานในบริษัทของญี่ปุ่น
 
การสอบJapanese-Language Proficiency Test เพิ่งมีการปรับระดับการวัดผลเป็นระบบใหม่เมื่อปีที่แล้ว จากเดิมที่วัดผลเป็น 4 ระดับ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น 5 ระดับ เรียกชื่อใหม่ว่าระดับ N5-N1(เรียงจากง่ายสุดไปยากสุด) เนื่องจากระบบเดิมนั้นทางญี่ปุ่นเห็นว่าช่องว่างของระดับ 3 กับ 2 นั้นกว้างเกินไป จึงมีการเกลี่ยระดับในช่วงนี้ใหม่ ดังนั้นถ้าเทียบกับระบบเดิมแล้วก็จะเท่ากับว่า
ระดับ 4 เดิม เท่ากับ  N5 ระบบใหม่
ระดับ 3 เดิม เท่ากับ N4 ระบบใหม่
ระดับ 3-2 เดิม เท่ากับ N3 ระบบใหม่
ระดับ 2 เดิม เท่ากับ N2 ระบบใหม่ (ระดับนี้ไม่แน่ใจว่ามีการเกลี่ยให้ใกล้ระดับ 1มากขึ้นหรือเปล่านะคะ)
ระดับ 1เดิม เท่ากับ N1 ระบบใหม่
 
และเปลี่ยนการวัดผลจากเดิมวัดคะแนนเฉลี่ยทุกหมวดผ่านที่ 60% คืออาจจะทำหมวดใดหมวดหนึ่งได้น้อย แต่ถ้ามีคะแนนหมวดอื่นมากพอจะดึงให้ถึง 60% ก็ถือว่าสอบผ่าน แต่ระบบใหม่นี้ทุกหมวดจะต้องผ่านเกณฑ์ที่ 60% ค่ะ
 
การสอบวัดระดับนี้จะมีปีละสองครั้ง คือราวๆวันอาทิตย์แรกของเดือนก.ค. และวันอาทิตย์แรกของเดือนธ.ค. โดยการสมัครสอบนั้นผู้สมัครต้องเลือกสมัครระดับที่ตนเองต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องไล่ระดับตั้งแต่ N5 ขึ้นมาก็ได้ แต่ผลคะแนนจะแจ้งว่าสอบผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้นโดยไม่อิงกับระดับอื่นๆ เพราะใช้ข้อสอบคนละชุดกัน
 
เช่นปีนี้เราสมัครสอบครั้งแรกที่ระดับ N3 สมมุติว่าผลคะแนนได้คะแนนเต็มทุกหมวด(สมมุติได้เว่อร์มากEmbarassed) ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความรู้ในระดับ N2 เช่นเดียวกับว่าถ้าคะแนนเราได้น้อย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่ในระดับ N4 เช่นกัน ไม่งงเนอะ
 
 
ตอนนี้เรามาเรียนภาษาอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษาที่ญี่ปุ่น ดังนั้นทางโรงเรียนจะเป็นคนซื้อใบสมัครสอบมาให้เรากรอก และทางโรงเรียนจะเป็นคนจัดส่งให้ เพื่อให้นักเรียนได้สนามสอบเดียวกัน เพราะอย่างที่บอกว่าปีหนึ่งๆมีสอบแค่สองครั้ง คนก็มาสอบเยอะมากต้องใช้มหาวิทยาลัยหลายแห่งจัดเป็นสนามสอบพร้อมกัน
 
 ปีนี้พวกเราได้สนามสอบเป็นที่มหาวิทยาลัยเซนัน ซึ่งตั้งอยู่แถวๆนิชิจิน ห่างจากเมืองที่เราอยู่พอสมควร คือต้องนั่งรถไฟไปต่อรถใต้ดิน รวมเวลาเดินทางราวๆชั่วโมงนึง วันสอบพวกเรานั่งรถไปพร้อมกับอาจารย์ซาโต้(อาจารย์ประจำชั้นห้องเรา) กับอาจารย์อิเคดะ(อาจารย์ประจำชั้นห้อง A ซึ่งนักเรียนห้องนั้นจะสอบระดับN2) ไปถึงเซนันก่อนสอบประมาณครึ่งชั่วโมง อาจารย์จับมืออวยพร(+สั่งสอน?)ทีละคน ของเรานี่อาจารย์บอกว่าอย่ากังวล ทำได้อยู่แล้ว คือบางทีเวลาทำข้อสอบที่โรงเรียนนี่เราคิดมากเกินจนกลายเป็นตอบผิดไง อาจารย์เลยพูดมาแบบนี้ Foot in mouth
 
 
พอเข้าไปนั่งในห้องสอบก็มองเพื่อนๆร่วมห้องไปพลางๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนจีนตามคาด แต่ก็มีกลุ่มที่ดูหน้าตาว่าน่าจะมาจากโซนเรา(เวียดนาม มาเลย์ อินโด อะไรพวกนี้) อยู่พอสมควร ฝรั่งก็มีประปราย คนที่นั่งหน้าเราเป็นฝรั่งตัวเบ้อเร่อใส่เสื้อยืดลายแมลงช้าง ด้วงกว่างฯลฯ เรียกว่าเงยหน้าจากข้อสอบขึ้นมาทีไรเป็นต้องเจอแมลงฝูงนี้บนหลังแกทุกที ที่ฮือฮา(แบบเบาๆ)หรือเด็กฝรั่งผู้หญิงอายุราวๆ 9-10ขวบที่มาสอบห้องดียวกับเราด้วย
 
ไม่รู้ว่าการคุมสอบที่อื่นเป็นยังไงบ้าง แต่ที่นี่ค่อนข้างเฮี้ยบจัดทีเดียวค่ะ บนโต๊ะวางได้เฉพาะยางลบ ดินสอ นาฬิกาเท่านั้น กล่องใส่ไส้ดินสอบก็วางไม่ได้ ยางลบต้องถอดปลอกออก ของอื่นๆทั้งหมดต้องวางข้างเท้าเท่านั้น วางในเก๊ะหรือเก้าอี้ตัวข้างๆไม่ได้ ตอนจนท.แจกกระดาษคำถามคำตอบต้องเอามือวางบนตัก ห้ามเปิดข้อสอบจนกว่าจะถึงเวลาเริ่ม แถมก่อนสอบจนท.คุมสอบจะเดินเช็คหน้าคนเข้าสอบตามรูปที่เราส่งไปให้ตอนสมัครด้วย
ซึ่งเรื่องเช็คหน้านี่เราว่าไม่น่าจะช่วยอะไรได้ เพราะรูปที่เค้าเช็คมันก็เป็นรูปขาวดำเหมือนรูปบนบัตรสอบนั่นแหละ ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ก็เอาเถอะ เค้ามาเช็คเราก็เงยหน้าให้เค้าเช็คไปตามระเบียบ
 
 
การสอบแบ่งเป็นสามช่วง
คำศัพท์ (รวมทั้งคันจิ) การเขียน ความหมายและการใช้สร้างประโยค ส่วนนี้ค่อนข้างผิดคาด คือส่วนที่ทำได้แบบมั่นใจคือคันจิ แต่ส่วนของศัพท์และสำนวนการใช้ปรากฏว่าเจอศัพท์ที่ไม่รู้จักไปหลายข้อ เลยต้องเดาไปแบบงงๆ
 
ไวยากรณ์และการอ่าน ไวยากรณ์ที่ไม่คุ้นตามีเยอะกว่าที่คิด เดาไปพอสมควรเหมือนกัน แต่ส่วนการอ่านนี่พอไหว ถึงแม้ว่าบทความจะยาวจนเบื่อที่จะอ่านก็เถอะ แต่ก็ยังทำได้ทันเวลา (ปกติเวลาทำ pretest ที่โรงเรียนแล้วมักจะอ่านไม่ค่อยทัน แหะๆ Foot in mouth )
 
การฟัง เป็นหมวดที่คิดว่าทำได้มากที่สุดแล้ว ถึงแม้สองข้อสุดท้ายจะเผลอเหม่อไปนิดก็น่าจะผ่านได้ไม่มีปัญหา
 
สอบเสร็จออกมาตอนสี่โมงกว่า เพราะระหว่างสอบแต่ละหมวดมีเวลาพักทีละครึ่งชั่วโมงให้ได้กินน้ำกินท่า เข้าห้องน้ำกัน เผื่อเวลาไว้เยอะเพราะคนเข้าสอบเยอะ อย่างห้องเราที่สอบ N3 ก็ปาเข้าไป 80 คนแล้ว แล้ว N3 นี่ก็ไม่ได้มีแค่ห้องเราห้องเดียวอีกต่างหาก
 
เพราะฉะนั้นตอนขากลับก็เลยมีคนที่สอบเสร็จแห่มาขึ้นรถใต้ดินกันเยอะมากกกกกกก โชคดีที่เป็นวันอาทิตย์ รถโล่งเลยไม่แย่เท่าไหร่
 
 
สอบเสร็จไปได้ก็โล่งใจ เพราะสมัครสอบไปตั้งแต่เมษา ตอนที่ยังไม่สอบก็ค้างคาใจเหมือนมีอะไรให้กังวลอยู่เรื่อย แต่ก็คงไม่ได้โล่งใจกันนาน เพราะเดี๋ยวเดือนส.ค.ก็จะเปิดรับสมัครสอบของรอบเดือนธ.ค.ต่อแล้ว ซึ่งอาจารย์ก็จะให้เราสมัคร N2 เลย แม้ว่าจะยังไม่รู้ผลสอบ N3 เพราะไม่ว่าคะแนนพวกเราจะเป็นยังไง วันรุ่งขึ้นอาจารย์ก็สอนเนื้อหาของ N2 ให้เราต่อไปแล้วเรียบร้อย Foot in mouth
 
 
เราเคยบอกอาจารย์ว่าจะกลับไปทำงานแปล ไม่ได้คิดจะเข้ามหาวิทยาลัยหรือเซมมง ดังนั้นระยะเวลานานที่สุดเท่าที่จะเรียนที่ญี่ปุ่นได้ นั่นคือ 2ปี ตามที่วีซ่าอนุญาตสำหรับวีซ่านักเรียน ร.ร.สอนภาษา อาจารย์ก็เลยวางแผนให้เสร็จสรรพเรียบร้อยว่า ถ้างั้นก็พอดีเลย ปลายปีนี้สอบ N2 แล้วกลางปีหน้าก็สอบ N1 รู้ผลพอดีก่อนกลับไทย เอ่อ อาจารย์คะ สอบหนแรกนี้ยังไม่รู้ผลเลย อะไรจะมั่นใจขนาดน้านนนนนSealed